fbpx

ฟุตบอลยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย
อิตาลี 2 – ออสเตรีย 1
วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน 2564
สนาม : เวมบลีย์ สเตเดี้ยม, ลอนดอน (อังกฤษ)

 

ทีมชาติอิตาลี พาทีมเบียดชนะเวลส์ 1-0 ในเกมส่งท้ายรอบแรก เป็นการคว้าชัย 11 นัดติดและไม่แพ้มานานถึง 30 เกมแล้ว ซึ่งเกมนี้ โรแบร์โต้ มันชินี่ ไม่สามารถใช้งาน จอร์โจ้ คิเอลลินี่ และ อเลสซานโดร ฟลอเรนซี่ 2 กองหลังที่มีอาการบาดเจ็บ ส่วนในตำแหน่งกองกลางเกมนี้ มาร์โก แวร์รัตติ ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง ทางฝั่งออสเตรีย เบียดชนะยูเครน 1-0 ในนัดส่งท้ายรอบแรก เกมนี้ฟรังโก้ โฟด้าไม่มีปัญหานักเตะบาดเจ็บ และใช้ผู้เล่นชุดหลักลงสนาม นำโดย ดาวิด อลาบา, ซาเวอร์ ชลาเกอร์, มาร์เซล ซาบิตเซอร์, คริสโตฟ เบาม์การ์ทเนอร์ และ มาร์โก อาร์เนาโตวิช

ครึ่งแรก
เริ่มเกมมา 10 นาที แวร์รัตติ ตัดบอลหน้ากรอบเขตโทษออสเตรียได้ ก่อนจะจ่ายออกข้างให้ สปินาซโซล่า ได้ลุยเข้าเขตโทษและซัดด้วยซ้ายทันที แต่บอลไม่ตรงกรอบ

นาที 17 อิตาลี บุกมาใหม่อีกครั้ง นิโคโล่ บาเรลล่า ได้สอดเข้ามาซัด แต่ ดาเนี่ยล บัคมันน์ ยังเชฟไว้ได้ด้วยเท้า

นาทีต่อมา ออสเตรีย ได้สวนกลับเร็ว และวางบอลยาวมาให้ มาร์โก อาร์เนาโตวิช ได้พักบอลลงก่อนจะซัดไกลทันที บอลข้ามคานออกไปไม่ได้ลุ้น

นาที 32 อิตาลี น่าได้ประตูขึ้นนำสุดๆ จากจังหวะที่ ชิโร่ อิมโมบิเล่ ได้จังหวะซัดไกลด้วยขวา บอลซ่ายๆ นายทวารออสเตรียหมดสิทธิเชฟแล้ว แต่บอลฮุกชนเสาออกไปอย่างน่าเสียดาย ทำให้เกมยังเสมอ 0-0

ช่วง 5 นาทีสุดท้ายของครึ่งแรก สปินาซโซล่า ได้ล็อกบอลเข้าเท้าขวา ก่อนจะซัดเรียดไปทางเสาแรก แต่ก็ยังไม่ผ่านมือ ดาเนี่ยล บัคมันน์ นายทวารออสเตรีย ทำให้จบครึ่งแรก ทั้ง 2 ทีมยังเสมอกัน 0-0

 

ครึ่งหลัง
ครึ่งหลังมานาที 51 ออสเตรีย ได้ลุ้นจากลูกฟรีคิกระยะหวังผลของ อลาบา ซัดด้วยซ้าย บอลข้ามคานไปนิดเดียว

10 นาทีต่อมา มาร์เซล ซาบิตเซอร์ ได้ซัดด้วยขวานอกเขตโทษ บอลพุ่งไปติดบล็อก โบนุชชี่ ออกหลัง ทำให้ออสเตรียได้เพียงเตะมุมเท่านั้น

นาที 65 สเตฟาน ไลเนอร์ โยนยาวเข้ามาทางเสาไกลให้ ดาวิด อลาบา ได้โหม่งชงมาเสาสอง อาร์เนาโตวิช โหม่งเชือดคานเข้าประตูเข้าไปอย่างสวยงาม แต่ทว่าผู้ตัดสินเช็ควีเออาร์แล้วปรากฎว่า อาร์เนาโตวิช ล้ำหน้าเสียก่อน ทำให้ออสเตรียยังไม่ได้ประตูขึ้นนำ

ก่อนเข้าสู่ 20 นาทีสุดท้าย อิตาลี ที่เกมเป็นรองออสเตรียในครึ่งหลัง แก้เกมโดยการส่ง มานูเอล โลคาเตลลี่ และ มัตเตโอ เปสซิน่า ลงมาแทน มาร์โก แวร์รัตติ และ นิโคโล่ บาเรลล่า

เวลาที่เหลือทั้ง 2 ทีมทำอะไรกันไม่ได้ ทำให้จบ 90 นาที เสมอกัน 0-0 ต้องต่อเวลาพิเศษออกไป โดยผู้อ่านสามารถติดตามผลการแข่งกันได้ในฉบับวันพรุ่งนี้

ต่อเวลาพิเศษ
เข้าสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษ นาทีที่ 95 อิตาลี มาขึ้นนำ 1-0 จนได้ เมื่อ สปินัซโซล่า วางบอลเข้าเขตโทษด้านขวาให้ เฟเดริโก้ เคียซ่า สอดมาพักบอลแล้วแตะหลบแนวรับ ออสเตรีย ก่อนตะบันด้วยซ้ายตุงตาข่ายไม่เหลือ

ไม่แค่นั้น นาทีที่ 105 อิตาลี มาหนีห่าง 2-0 จากจังหวะที่ อแชร์บี้ ขึ้นมาเล่นลูกตั้งเตะแล้วบอลมาพักที่เขาตรงกลางเขตโทษแล้วล้มตัวกวาดต่อให้ มัตเตโอ เปสซิน่า แตะไปยิงด้วยซ้ายมุมแคบเข้าประตูไป

กระนั้นก็ตาม นาทีที่ 114 ออสเตรีย มีความหวังไล่มา 1-2 จากการประสานงานของ 2 ตัวสำรอง หลุยส์ เชาบ์ เปิดเตะมุมจากด้านขวาไปให้ ซาซ่า คาไลชิช ล้มตัวโหม่งที่เสาแรกทะลุตุงตาข่ายไม่เหลือ

ช่วงเวลาที่เหลือ ไม่มีประตูเกิดขึ้นเพิ่ม จบ 120 นาที อิตาลี เอาชนะ ออสเตรีย 2-1 ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายไปรอพบผู้ชนะระหว่าง เบลเยียม กับ โปรตุเกส

 

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
อิตาลี : จานลุยจิ ดอนนารุมม่า, โจวานนี่ ดิ ลอเรนโซ่, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่, ฟรานเชสโก้ อแชร์บี, เลโอนาร์โด้ สปินาซโซล่า, นิโคโล่ บาเรลล่า, จอร์จินโญ่, มาร์โก แวร์รัตติ, โดเมนิโก้ เบราร์ดี้, ชิโร่ อิมโมบิเล่, ลอเรนโซ่ อินซินเญ่

ออสเตรีย : ดาเนี่ยล บัคมันน์, สเตฟาน ไลเนอร์, อเล็กซานดาร์ ดราโกวิช, มาร์ติน ฮินเตอร์เร็กเกอร์, ดาวิด อลาบา, ซาเวอร์ ชลาเกอร์, โฟลเรียน กริลลิตส์ช, คอนราด ไลเมอร์, มาร์เซล ซาบิตเซอร์, คริสโตฟ เบาม์การ์ทเนอร์, มาร์โก อาร์เนาโตวิช

ผู้ตัดสิน : แอนโธนี่ เทย์เลอร์ (อังกฤษ)